ผลงาน

img

14 วัน ดูแล ป้องกัน ก่อนกลับบ้าน

พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) หรือ SQ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค-19) โดยผู้ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศต้องเข้ารับการกักตัวใน SQ เป็นเวลา 14 วัน โดยกองทัพบกเป็นส่วนราชการที่รับผิดชอบการดูแลผู้เข้ารับการกักตัวใน SQ มากที่สุด จำนวน 8 แห่ง ใน กทม. 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอะภัทรา และโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ และในจังหวัดชลบุรี 6 แห่ง ได้แก่ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน, โรงแรมเลอบาหลี, โรงแรมจอมเทียน ฮอลลิเดย์ อินน์, โรงแรมปาล์มบีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท, โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา และโรงแรมแกรนด์ เบลล่า

กรมแพทย์ทหารบก ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก ในการจัดตั้งชุดปฐมพยาบาล ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และนายสิบพยาบาล รวม 5 นาย ปฏิบัติหน้าที่ใน SQ ที่รับผิดชอบ โดยระดมกำลังเหล่าแพทย์จากหน่วยสายแพทย์ กองทัพบก อาทิ รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.อานันทมหิดล และกองพันเสนารักษ์ที่ 1 จังหวัดลพบุรี รพ.ค่ายจักรพงษ์ และกองพันเสนารักษ์ที่ 2 จังหวัดปราจีนบุรี รพ.ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี เป็นต้น

ภารกิจของชุดปฐมพยาบาล คือการสังเกตอาการและให้การปฐมพยาบาลแก่ผู้กักตัว ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินการอื่นๆ ต่อผู้เข้ารับการกักตัว เช่น การตรวจหาเชื้อ การรับส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต สำนักอนามัย กทม. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น  ทั้งนี้ ได้เริ่มต้นปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และจะสิ้นสุดภารกิจในเดือนกรกฎาคม 2564 โดยมียอดผู้เข้ารับการกักตัวสะสมกว่า 42,500 ราย

การดูแลสุขภาพผู้เข้ารับการกักตัวใน SQ ถือเป็นความท้าทาย เนื่องจาก โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่ยังขาดการกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติที่ชัดเจนในระยะแรก นอกจากนี้ การเกิดการระบาดในประเทศเป็นวงกว้างหลายระลอก ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างมีภารกิจจำนวนมาก การประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินการอื่นๆ ใน SQ ตามที่มีการกำหนดไว้ในขั้นตั้น จึงเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของชุดปฐมพยาบาล ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์เพียงชุดเดียวที่ปฏิบัติหน้าที่ใน SQ  และอยู่ใกล้ชิดกับผู้เข้ารับการกักตัว ตลอด 24 ชม. 

นอกจากนี้แม้ ศบค. จะกำหนดให้ผู้ที่เดินทางกลับประเทศไทย ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง (Fit to Fly Health Certificate) แต่เอกสารดังกล่าวมุ่งเน้นการยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพดี หรือไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นความเสี่ยงระหว่างเดินทางเป็นหลัก ในทางปฏิบัติ จึงพบว่ามีผู้ที่เข้ารับการกักตัวใน SQ ที่มีปัญหาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต จึงเป็นปัญหาอุปสรรคที่ชุดปฐมพยาบาลต้องเผชิญ เนื่องจากในระหว่างการกักตัว 14 วัน ผู้เข้ารับการกักตัวทุกคน ล้วนมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อโควิด 19 ทั้งสิ้น การให้บริการทางการแพทย์ใน SQ หรือการส่งต่อไปยังสถานพยาบาล หรือสถานที่อื่นๆ จำเป็นต้องพิจารณาและดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ที่อาจเกิดขึ้นได้

กรมแพทย์ทหารบกได้รวบรวมปัญหาอุปสรรคที่พบในการปฏิบัติ และเสนอแนะต่อที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติใน SQ ในระยะต่อมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่องและครอบคลุม ทั้ง 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการกักตัว ระหว่างการกักตัว และหลังการกักตัวใน SQ ดังนี้

ก่อนเข้ารับการกักตัวใน SQ ได้แก่เพิ่มขั้นตอนการตรวจคัดกรองสภาวะสุขภาพ ณ สนามบิน เพื่อส่งต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพและไม่สามารถเข้ารับการกักตัวใน SQ ได้ ก่อนเข้าสู่ SQ อาทิ บุคคลที่ไม่สามารถช่วยเหลือหรือดูแลตัวเองได้ เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการดูแล หรือต้องให้บุคลากรทางแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีการฝังแร่กัมมันตรังสี และผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตหรือก่อเหตุวุ่นวายตั้งแต่ห้วงเดินทางเข้าประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการประสานงานเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเกิดความล่าช้า

นอกจากนี้เมื่อผู้เข้ารับการกักตัวเดินทางถึง SQ ได้กำหนดให้มีการคัดกรองสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยการซักประวัติ ตอบแบบประเมิน และการสังเกตอาการอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเข้าพักใน SQ เพื่อประเมินกลุ่มเสี่ยง หรือผู้เข้ารับการกักตัวที่มีโอกาสเกิดการเจ็บป่วยใน SQ

ระหว่างเข้ารับการกักตัว ได้แก่ การปรับปรุงแนวทางเพิ่มการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ระหว่างเข้ารับการกักตัวใน SQ จาก 1 ครั้ง เป็น 2 ครั้ง เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ที่มีโอกาสพบผู้ติดเชื้อ ภายหลังการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 5 ของการกักตัว และผู้ติดเชื้อดังกล่าวอาจไม่แสดงอาการ ส่งผลให้อาจมีผู้ติดเชื้อเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ต่อมาจึงมีการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในช่วงวันที่ 13-14 ของการกักตัว

การพัฒนาชุดปฐมพยาบาลใน SQ สามารถให้บริการแพทย์ในกรณีฉุกเฉิน เพิ่มเติมจากการปฐมพยาบาลขั้นต้น เพื่อแก้ปัญหาด้านการประสานงาน ที่อาจส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วยที่เกิดการเจ็บป่วย มีอาการรุนแรง เกิดความล่าช้าหรือไม่ทันการ โดยจัดทำแนวทางปฏิบัติและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบถูกกักตัวที่เจ็บป่วยจากโรคประจำตัว และโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการรุนแรง  ผู้ป่วยจิตเวช หรือมีปัญหาสุขภาพจิต ตั้งครรภ์ มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือเงื่อนไขอื่นๆ เช่น เป็นผู้ต้องคดี เพื่อให้เป็นมาตรฐานของ SQ ที่รับผิดชอบ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาของ รพ.พระมงกุฎเกล้า ร่วมจัดทำแนวทางการปฏิบัติดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพัฒนาช่องทางการติดต่อ เพื่อให้ชุดปฐมพยาบาลสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งจัดหายา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นเพิ่มเติม ตามที่กำหนดในแนวทางการปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญได้แก่ อุปกรณ์ผลิตออกซิเจนและถังออกซิเจน อุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน ชุดตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ชุดทำคลอดฉุกเฉิน เป็นต้น และจัดทำแผนฉุกเฉินในการรักษาฉุกเฉินและลำเลียงผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องออกแบบตามบริบทของ SQ แต่ละแห่ง อาทิ เส้นทางเข้าออกและภายในอาคาร ขนาดของลิฟต์ที่ใช้ในการลำเลียงผู้ป่วย เป็นต้น

การส่งต่อผู้เข้ารับการกักตัวที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งจากการตรวจพบเชื้อวิด 19 และการเจ็บป่วยอื่นๆ ได้มีการกำหนดโรงพยาบาลคู่ขนานของ SQ แต่ละแห่ง เพื่อให้การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาทั้งกรณีตรวจพบเชื้อโควิด 19 กรณีเจ็บป่วยรุนแรงที่จำเป็นต้องส่งต่อไปรับการรักษาในโรงพยาบาล มีความสะดวกรวดเร็ว และต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้มีการกำหนดโรงพยาบาลคู่ขนาน ในพื้นที่ใกล้เคียงแก่ SQ แต่ละแห่ง

นอกจากนี้ กรมแพทย์ทหารบกยังมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการกักตัวเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด เกิดการดูแลแบบองค์รวมทั้งกาย จิต สังคม โดยไม่ขัดกับมาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสั่งยาที่ผู้เข้ารับการกักตัวต้องรับประทานเป็นประจำ การให้ผู้เข้ารับการกักตัวสื่อสารผ่านระบบวิดีโอคอลกับญาติที่ป่วยหนัก  หรือจัดหาของเล่นให้กับลูกที่ไม่สามารถกักตัวในห้องเดียวกับแม่ เป็นต้น

และในระยะหลังการกักตัวใน SQ  พบ. มีแนวทางในการจัดทำแผนการติดตาม ในลักษณะเดียวกับการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย (discharge planning) ของโรงพยาบาล เพื่อประสานงานกับโรงพยาบาลที่ผู้เข้ารับการกักตัวมีแผนไปใช้บริการหลังพ้นการกักตัว อาทิ การฝากครรภ์ การรับยารักษาโรคเรื้อรัง หรือแผนการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นต้น

การยกระดับการให้บริการทางแพทย์ของชุดปฐมพยาบาล ให้ SQ ที่กรมแพทย์ทหารบกรับผิดชอบ ได้ส่งผลให้การค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด 19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการแพร่ระบาดภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถให้การรักษาผู้เข้ารับการกักตัวที่เจ็บป่วยได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของผู้รับการกักตัว อย่างมีคุณภาพ ตลอดทั้ง 14 วันที่อยู่ใน SQ ก่อนจะเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาต่อไป

อัลบั้มภาพ