สุขภาพ

img

บริจาคโลหิต ช่วยต่อชีวิตคูณสาม

มนุษย์มี โลหิต หรือ เลือด ที่ไหลเวียน และทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร น้ำ ออกซิเจนไปทั่วร่างกาย รวมทั้งนำสารพิษ ของเสีย และคาร์บอนไดออกไซด์จากส่วนต่างๆ ไปกำจัดออกจากร่างกาย เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้เป็นปกติ

โดยในเลือดจะมีส่วนประกอบต่างๆ ที่มีหน้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เนื้อเยื่อออกไปขับถ่าย เม็ดเลือดแดงมีปริมาณประมาณร้อยละ 40 – 45 ของปริมาณเลือดทั้งหมด และมีอายุเพียง 120 วัน เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ให้ภูมิคุ้มกันเหมือนทหารปกป้องเชื้อโรคในร่างกาย มีปริมาณร้อยละ 1 ของเลือด เกล็ดเลือด ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีลักษณะเป็นชิ้นส่วนของเซลล์ขนาดเล็ก มีอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของเลือด พลาสมา เป็นสารน้ำสีเหลือง มีโปรตีน เกลือแร่ ไขมัน ฮอร์โมน ไวตามิน มีปริมาณร้อยละ 55 ของเลือด

หากจำแนกหมู่เลือดตามระบบ ABO พบว่าคนไทยมีเลือดหมู่ O ร้อยละ 38 หมู่ A ร้อยละ 21 หมู่ B ร้อยละ 34 หมู่ AB ร้อยละ 7 นอกจากนี้ยังมีหมู่โลหิตระบบ Rh โดยประชากร 1,000 คน จะมีหมู่โลหิต Rh- 3 คน หรือคิดเป็น 0.3%

การบริจาคเลือด เป็นการสละเลือดส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ ให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีปริมาณเลือดประมาณ 17-18 แก้ว แต่ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือจึงสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้  โดยสามารถบริจาคเลือดได้ทุก 3 เดือน เมื่อบริจาคเลือดไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทน ทำให้มีปริมาณเลือดในร่างกายเท่าเดิม หากไม่ได้บริจาค ร่างกายก็จะขับเม็ดเลือดที่สลายตัวเพราะหมดอายุออกไป

 โดยปกติในการบริจาคเลือด จะเก็บเลือดของผู้บริจาคประมาณ 350-450 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค โดยนำไปใช้กับผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาด้วยการรับเลือดต่อเนื่องตลอดชีวิตกว่าร้อยละ 23 และอีกร้อยละ 77 สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุเพื่อใช้ในการผ่าตัด ซึ่งมักจะเป็นการใช้เลือดในปริมาณมากและเร่งด่วน รวมถึงโรคต่างๆ หรือในช่วงที่เกิดโรคระบาดที่ต้องการใช้เลือดจำนวนมาก เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น

 ทั้งนี้ การบริจาคเลือดแต่ละครั้ง สามารถปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิตได้มากกว่า 3 ส่วน ช่วยชีวิตได้มากกว่า 3 ชีวิต และใช้ประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย โดยส่วนเกล็ดเลือด นำไปรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนเม็ดเลือดแดง นำไปรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ ผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการ ผ่าตัดหัวใจ อุบัติเหตุ ตกเลือดจากการคลอดบุตร ส่วนพลาสมา นำไปรักษาผู้ที่มีอาการช็อกจากการขาดน้ำ ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น

 คุณสมบัติของผู้บริจาคเลือด ควรมีอายุ 17-65 ปี มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว น้ำหนักตัว 48 กิโลกรัมขึ้นไป ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาป้องกันเลือดแข็งตัว โกรทฮอร์โมน ยารักษาสิว ยารักษาต่อมลูกหมาก ยาปลูกผม ไม่ได้รับการถอนฟันหรือขูดหินปูน ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือด ไม่มีบาดแผลสดหรือแผลติดเชื้อใดๆ ตามร่างกาย ไม่มีประวัติโรคมาลาเรียในระยะเวลา 3 ปี ผู้หญิงที่ไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือน เมื่อประจำเดือนหยุดให้บริจาคโลหิตได้

ก่อนบริจาคเลือด ผู้บริจาคควรมีการเตรียมตัว โดยก่อนบริจาค 1-2 วัน ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เลือดไหลเวียนได้ดี งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน รับประทานอาหารก่อนบริจาคโลหิตภายใน 4 ชั่วโมง และนอนหลับพัอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป

หลังการบริจาคเลือด ควรนั่งพักประมาณ 10-15 นาที ทานขนมหรืออาหารว่าง ดื่มน้ำ/เครื่องดื่ม 1-2 แก้ว แล้วรับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรงดอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ตับ ไข่ เลือดหมู เลือดไก่ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง งดสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง หลังบริจาคโลหิต งดดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าท่านจะได้รับประทานอาหาร และควรดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่ท่านเสียไป

อัลบั้มภาพ