คำแนะนำ

img

อันตราย ถ้าปล่อยให้วัณโรคลุกลาม

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) นับเป็นโรคที่คนไทยรู้จักมายาวนาน และมักถูกจัดให้เป็นโรคติดต่อที่อันตราย หรือเป็นโรคที่น่ารังเกียจ อย่างไรก็ดี วัณโรคจัดเป็นโรคท้องถิ่นที่พบได้โดยทั่วไปในประเทศไทย จึงเป็นโรคที่ทุกคนไม่ว่าใครก็อาจเป็นได้ แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน

สาเหตุและการติดต่อ

วัณโรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) เมื่อเชื้อวัณโรคเกาะติดกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และการเพิ่มจำนวนขึ้น จนร่างกายไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ผู้นั้นก็จะเป็นวัณโรค วัณโรคเกิดได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย ส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอดพบร้อยละ 80 ส่วนวัณโรคนอกปอดเป็นผลมาจากการแพร่กระจายของการติดเชื้อไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ เยื้อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท เป็นต้น 

วัณโรคเป็นโรคติดต่อ โดยเชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายจากปอด หลอดลม หรือกล่องเสียงของผู้ป่วยวัณโรค เมื่อผู้ป่วยไอจามพูดดังๆ ตะโกน หัวเราะ หรือร้องเพลง เชื้อเหล่านี้จะอยู่ในละอองฝอยของเสมหะที่ออกมาสู่อากาศ อนุภาคของละอองฝอยขนาดใหญ่มักตกลงพื้นและแห้ไป เหลือส่วนที่เล็กที่สุดที่มีเชื้อวัณโรคจะลอยอยู่ในอากาศได้หลายชั่วโมง และถูกทำลายโดยแสงแดด เมื่อคนสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อวัณโรคที่มีขนาดใหญ่จะติดอยู่ที่จมูกหรือลำคอ ซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ส่วนที่มีขนาดเล็กๆ จะเข้าไปสู่ที่ปอด เชื้อจะถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากมีเชื้อที่ถูกทำลายไม่หมดจะแบ่งตัวทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น

ผู้ที่ความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค จึงมีหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนไข้ที่ได้รับเคมีบำบัดหรือผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่ขาดสารอาหารหรือโภชนาการไม่ดี ผอม แห้ง อ้วนน้ำหนักเกิน ผู้มีประวัติป่วยเป็นโรคปอด มีพฤติกรรมสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาศัยอยู่ในที่แออัดหรือสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ผู้ที่ทำงานในบางอาชีพที่กระตุ้นให้มีโอกาสเกิดวัณโรคได้ง่าย เช่น คนงานเหมืองแร่ คนงานที่ก่อสร้าง ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยเช่น แพทย์ พยาบาล หรือญาติที่ดูแลที่อาศัยร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรค ตลอดจนเด็กทารกและผู้สูงอายุ

ระยะและอาการ

ผู้ป่วยวัณโรคอาจแบ่งเป็นระยะแฝง (Latent TB) เป็นระยะที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ภายใน 2-8 สัปดาห์ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะทำหน้าที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโรค จึงม่พบอาการผิดปกติใดๆ และไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ โดยพบว่าผู้ได้รับเชื้อวัณโรคประมาณร้อยละ 90 อาจอยู่ในระยะนี้เป็นเวลาหลายสิบปีหรือตลอดทั้งชีวิตเลย

ส่วนอีกร้อยละ 10 พบว่าเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดหรือควบคุมเชื้อได้ เชื้อวัณโรคจะแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนกลายผู้ป่วยวัณโรคในระยะแสดงอาการ (Active TB) โดยมีอาการอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ในเวลาบ่ายหรือเย็น ไอแห้งๆ และเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ผิวหนังซีด เหลือง เหงื่อออกตอนกลางคืน ทั้งนี้ หากมีอาการอย่างน้อย 2 อาการขึ้นไป จะเข้าข่ายเป็นอาการของผู้ป่วยวัณโรค

การรักษาและการป้องกัน

หากผู้ป่วยวัณโรคถูกตรวจเชื้อในช่วงระยะแฝง แพทย์อาจสามารถให้การรักษาและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อได้ทันท่วงที โดยพบว่า หากผู้ป่วยทานยาอย่างต่อเนื่อง ตรงเวลา จนครบกำหนด จะมีโอกาสหายขาดจากโรควัณโรค ได้มากกว่าร้อยละ 95 อย่างไรก็ดี วัณโรคอาจกลับเป็นซ้ำได้เช่นกัน ดังนั้นเป้าหมายที่สำคัญในการรักษาคือ รักษาให้หายขาดเพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อ และป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค 

สำหรับการป้องกันการเกิดวัณโรค ได้แก่ การฉีดวัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรคตั้งแต่เด็ก การหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแสดงอาการ  การติดเชื้อตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้ ในรายที่มีความเสี่ยงสูง ควรยาป้องกันตามแพทย์สั่ง และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารที่มีประโยชน์

อัลบั้มภาพ