คำแนะนำ

img

ลดน้ำหนักให้ ซัคเซส

โรคอ้วน เป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากผิดปกติ และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆมากมาย การวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน มักใช้การวัดค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) เปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) และรอบเอว (Waist Circumference) ควบคู่กัน สาเหตุของโรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การรับประทานที่ไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกาย พันธุกรรม อายุ ปัญหาสุขภาพ การตั้งครรภ์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือผลข้างเคียงในการรักษาและการใช้ยา เป็นต้น

การลดน้ำหนักให้ได้ผล และเป็นผลดีต่อสุขภาพ ควรเลือกการลดน้ำหนักตามสาเหตุ ซึ่งจะทำให้ให้น้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ แต่จะทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว และไม่เกิดภาวะโยโย่ (YOYO Effect) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายกลับมามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการลดน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม สาเหตุเกิดการการลดน้ำหนักที่ทำให้น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายมีการตอบสนองโดยส่งสัญญาณไปยังทุกระบบของร่างกายให้ลดการใช้พลังงานอย่างเร่งด่วน รวมถึงระบบการเผาผลาญอาหารและการสลายไขมันที่ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้น้ำหนักตัวที่กำลังลดลงกลับมาคงที่ เกิดการหลั่งฮอร์โมนเกรลินที่ทำให้เกิดความหิวเป็นจำนวนมาก จนอาจทำให้ทานอาหารมากกว่าปกติโดยที่เราไม่รู้ตัว จนกลับมามีภาวะอ้วนยิ่งกว่าเดิม

วิธีการควบคุมอาหาร

การควบคุมอาหาร เป็นวิธีการพื้นฐานของการลดน้ำหนักที่สามารถให้ผลที่น่าพอใจ โดยการควบคุมอาหารไม่ใช่การอดอาหาร ที่อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร แต่เป็นการปรับพฤติกรรมในการทานอาหาร อาทิ ทานอาหารที่หลากหลาย โดยในหนึ่งมื้อควรประกอบไปด้วยอาหารที่หลากหลาย เช่น ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ โปรตีนไขมันน้อย และไขมันที่ดีกับร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการ เลี่ยงการทานไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพ เช่น ไขมันอิ่มตัว อย่างไขมันจากสัตว์ ทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น แต่ละมื้อควรมีผักผลไม้ที่มีสีสันแตกต่างกัน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์ครบถ้วน หรือใช้การทานแต่น้อย แต่ทานบ่อยขึ้น เพราะการย่อยมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ ในแต่ละวันจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีเกลือและน้ำตาลสูง เป็นต้น

การออกกำลังกาย เป็นวิธีการที่ได้ผลดีในการลดน้ำหนัก เพราะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานและไขมันส่วนเกินออกไปได้มากขึ้น โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนักที่สุดก็คือ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เดิน จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มาก ส่วนการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strength Training) เช่น การใช้ยางยืดออกกำลังกาย หรือเวทเทรนนิ่ง จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันออกจากกล้ามเนื้อได้ดี โดยมีคำแนะนำในการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักที่เหมาะสม คือ การออกกำลังกายที่มีความหนักหน่วงปานกลางอย่างน้อย 200 นาทีต่อสัปดาห์ โดยอาจเริ่มจากสัปดาห์ละ 50 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปจนถึง 200 นาทีต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ หากมีปัญหาสุขภาพหรือมีน้ำหนักตัวมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ช่วยวางแผนในการออกกำลังกายที่จะไม่ส่งผลเสียในภายหลัง

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม ยังเป็นอีกปัจจัยในการลดน้ำหนักให้ได้ผล โดยควรมุ่งมั่น กำหนดเป้าหมาย ทำอย่างต่อเนื่อง และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ ครอบครัวและคนใกล้ชิดจะมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการให้กำลังใจจะมีส่วนให้การลดน้ำหนักสำเร็จได้เช่นกัน

ส่วนวิธีทางการแพทย์ในบางกรณี สามารถทำได้ แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด เช่น การใช้ยาลดน้ำหนัก ซึ่งต้องเป็นยาที่ได้รับการแนะนำจากแพทย์ และได้รับการรับรองจากองค์กรทางการแพทย์แล้ว แพทย์อาจใช้ยาในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปหรืมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยแพทย์ต้องเป็นผู้กำหนดปริมาณการใช้ยา เพราะการใช้ยาที่มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายและอาจร้ายแรงถึงชีวิต

ส่วนการผ่าตัดลดน้ำหนัก เช่น การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ เป็นวิธีลดน้ำหนักที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว โดยแพทย์อาจใช้การผ่าตัดลดน้ำหนักให้กับผู้ที่มีน้ำหนักมาก หรือมีปัญหาสุขภาพที่เป็นอันตรายต่อชีวิต การผ่าตัดสามารถลดน้ำหนักได้ภายใน 18-24 เดือน อย่างไรก็ดี การผ่าตัดมักพบผลข้างเคียง เช่น ท้องอืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ถ่ายเหลว นอกจากนี้ การผ่าตัดย่อมมีความเสี่ยงในระหว่างการผ่าตัด ที่อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกปริมาณมาก เกิดการติดเชื้อ เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาชา เกิดลิ่มเลือด เกิดปัญหาที่ปอดหรือการหายใจ ระบบย่อยอาหารอ่อนแอลง ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

อัลบั้มภาพ