คำแนะนำ

img

แชร์วนไป เรื่องใช้ยา

(อินโฟกราฟฟิค ชุดแชร์วนไป เรื่องใช้ยา ท้ายบทความ)

ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใช้ยา

เรื่องที่ 1 ความเชื่อที่ผิดเรื่องยาล้างไต

ยาเม็ดรับประทานเพื่อล้างไต โดยหวังผลในด้านการป้องกันโรคไต รักษาโรคไต หรือบำรุงไตให้แข็งแรง ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการใช้ผลทางจิตวิทยาในการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนสีมาทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ตัวอย่างยาที่ทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนสี

เมธิลีน บลู: การใช้เมธิลีน บลู ปัจจุบันใช้ในการวินิจฉัยโรคทางสูติ นรีเวช เมื่อรับประทานยานี้เข้าไปจะส่งผลทำให้สีของปัสสาวะเปลี่ยนเป็น สีฟ้าหรือสีเขียว

ฟีนาโซไพริดีน: เป็นยาใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะกะปริบกะปรอยที่เกิดจากการติดเชื้อ แต่ยานี้ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ เมื่อรับประทานยานี้แล้วปัสสาวะจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว

ยาเหล่านี้นอกจากไม่ได้ช่วยล้างไตอย่างที่กล่าวอ้างแล้ว ยังส่งผลทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย และยังอาจทำให้คนที่รับประทานได้รับอันตรายจากอาการข้างเคียงของยาที่ไม่จำเป็นอีกด้วย

เรื่องที่ 2 ยาฆ่าเชื้อ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ

ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ (antibiotic) คือ ยาที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาอะม๊อกซี่ซิลลิน ยาซิโปรฟล็อกซาซิน เป็นต้น ยาออกฤทธิ์โดยการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ยาฆ่าเชื้อจะไม่มีฤทธิ์ในการใช้บรรเทาอาการปวด หรือลดอาการอักเสบ

ยาแก้อักเสบ (anti-inflammation) คือ ยาที่ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออักเสบ ปวดขา เป็นต้น ยาออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไข้ ลดอาการปวด ตัวอย่างยา เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน แต่ยาแก้อักเสบไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ดังนั้น ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบ จึงเป็นยาคนละชนิดกัน ไม่ควรเรียก ยาฆ่าเชื้อ ว่า ยาแก้อักเสบ เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดนำไปสู่การใช้ยาที่ผิดโรค ผิดประเภทได้

เรื่องที่ 3 ยาซูโดเอฟีดรีน

ซูโดเอฟีดรีน มีข้อบ่งใช้ในการบรรเทาอาการคัดจมูก ลดน้ำมูก เนื่องจากไปออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกหดตัว ทำให้น้ำภายในหลอดเลือดไหลออกไปเนื้อเยื่อของจมูกน้อยลง ลดการสร้างเมือกที่เยื่อบุจมูก นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะหูชั้นกลางอักเสบ รวมถึงนำไปใช้แก้อาการหูอื้อ และบรรเทาอาการปวดหูที่เกิดจากการเปลี่ยนความดันอากาศได้อีกด้วย

อาการไม่พึงประสงค์ของยาซูโดเอฟีดรีน เช่น อาการใจสั่น นอนไม่หลับ และอาจมีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มได้เล็กน้อย

ปัจจุบันมีการนำยาซูโดเอฟีดรีน มาใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดที่ออกฤทธิ์รุนแรง คณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย จึงไม่อนุญาตให้จำหน่ายยาที่มีส่วนประกอบของซูโดเอฟีดรีนในร้านขายยาทั่วไป การสั่งใช้ยานี้จำเป็นต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งให้ในสถานพยาบาลเท่านั้น

เรื่องที่ 4 ยารักษาสิว

กรดวิตามินเอ หรือเรติโนอิกแอสิด ที่รู้จักกันในชื่อ โรแอคคิวเทน เป็นยารักษาสิวที่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง โดยกรดวิตามินเอใช้ในการรักษาผู้ที่มีปัญหาสิวรุนแรงที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่ได้ผล

สาเหตุที่กรดวิตามินเอได้รับการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดนั้น เนื่องจากยามีอาการข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ ปากแห้ง ผิวไวต่อแสงมากขึ้น หากรับประทานยาต่อเนื่องควรได้รับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด และตรวจการทำงานของตับ เนื่องจากยามีผลทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นได้ และอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะตับอักเสบอีกด้วย

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้หญิงที่รับประทานยานี้จำเป็นต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยามีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ หลีกเลี่ยงการให้นมบุตร และบริจาคเลือดระหว่างที่รับประทานยา

เรื่องที่ 5 การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ประกอบด้วยตัวยาที่เป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนขนาดสูงมีจำนวน 2 เม็ดต่อแผง มีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น สามี ภรรยาที่เกิดความผิดพลาดจากวิธีคุมกำเนิดที่ใช้อยู่เดิม หรือป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีผู้หญิงที่ถูกข่มขืน

วิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง คือ รับประทานยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุด หลังจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ฉุกเฉิน 2 เม็ด พร้อมกันในครั้งเดียวได้ ซึ่งประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากการแบ่งรับประทาน 2 ครั้ง แต่อาจพบอาการข้างเคียงจากยามากกว่าวิธีแรก

อาการข้างเคียงจากยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เช่น ปวดท้อง มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตราย แต่การใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ลดดลงได้ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น ความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

เรื่องที่ 6 ยาตีกัน

ยาตีกัน คือ ปฏิกิริยาที่เกิดจากยา 2 ชนิด ที่รับประทานร่วมกัน แล้วมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาชนิดใดชนิดหนึ่ง

การตีกันของยาอาจส่งผลทำให้ระดับยาในร่างกายลดต่ำลง จนทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา หรือได้ผลการรักษาไม่ตรงกับที่ตั้งใจไว้ หรือการตีกันของยา อาจส่งผลให้ระดับยาในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับประทานได้

โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยาจากหลายๆ แหล่ง อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหายาตีกัน เพราะฉะนั้นการนำยาที่รับประทานอยู่ประจำไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหายาตีกันได้ หรือ หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ยาสามารถที่จะปรึกษาเภสัชกรได้

เรื่องที่ 7 อาการข้างเคียงจากยา

อาการข้างเคียงจากยา เป็นผลที่เกิดจากฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์จากยาสามารถพบได้บ่อย แต่อาการที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรง โดยมีลักษณะดังนี้ อาการที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับขนาดหรือความแรงของยาที่ใช้ คือ หากรับประทานยาปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้มากกว่าการรับประทานยาปริมาณน้อยกว่า

ตัวอย่างอาการข้างเคียงจากยา ได้แก่ อาการง่วงนอนจากยาแก้แพ้ อาการท้องเสียจากการรับประทานยาปฏิชีวนะบางตัว หรือการรับประทานยาแก้ปวด แล้วมีอาการแสบท้อง

อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการปรับวิธีการรับประทานยา เช่น ยาแก้ปวดให้รับประทานยาหลังอาหารทันทีเพื่อลดอาการแสบท้อง ทั้งนี้หากเกิดอาการข้างเคียงจากยา ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้ยาเสมอไป

เรื่องที่ 8 การแพ้ยา

อาการแพ้ยา คือ อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป เกิดเฉพาะบางคนที่มีความไวต่อยานั้น ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดกับผู้ใด โดยที่อาการแพ้ยาไม่สัมพันธ์กับความแรงของยา

อาการแพ้ยาอาจเกิดภายในเวลาไม่กี่นาที หรือเป็นชั่วโมงหลังจากได้รับยา หรืออาจเกิดหลังจากได้รับยานานเป็นสัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นกับกลไกการแพ้ยาแต่ละชนิด ลักษณะอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่น สามารถเป็นได้ทั้งผื่นแดง ผื่นลมพิษ ตุ่มน้ำใส หรือมีอาการปากบวม หน้าบวม เปลือกตาบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรืออาจพบเป็นลักษณะผิวหนังพุพองลอก ปากเปื่อย มีการทำงานของอวัยวะภายในผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการแพ้ยาที่รุนแรง โดยผู้ป่วยอาจพบอาการเพียงอย่างเดียวหรือเกิดอาการหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ โดยที่เมื่อสงสัยว่าจะมีอาการแพ้ยาเกิดขึ้น ควรรีบหยุดยาแล้วกลับไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที

อัลบั้มภาพ