คำแนะนำ

img

รู้จัก วัคซีน

วัคซีนคืออะไรและป้องกันโรคได้อย่างไร?

รอบตัวเรา เต็มไปด้วยสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา  เป็นต้น ร่างกายมนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคอยู่ในตัวเอง ภูมิคุ้มกันต้านทานของมนุษย์นอกจากจะทำ หน้าที่ป้องกันเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังสามารถจดจำเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้และจะทำการสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานหรือที่เรียกกันว่า สารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้/Antibodies) หากร่างกายมีสารภูมิต้านทานที่จำเพาะต่อเชื้อโรค เมื่อได้รับเชื้อโรคตัวเดิมในครั้งต่อไป ร่างกายจะต่อต้านและกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นทิ้ง วัคซีนจึงเปรียบเสมือนครูฝึกที่ทำให้ร่างกายรู้จักเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรค และสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานขึ้นมาก่อนที่จะเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน คือ การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แบ่งออกได้เป็น 2 วิธี ได้แก่

1) การให้ภูมิคุ้มกันจากคน หรือ สัตว์ที่สร้างมาก่อนแล้ว (passive immunization) โดยเรียกสารที่ให้นี้ว่า เซรุ่ม หรือ ซีรั่ม (serum) มักจะใช้ในกรณีที่ได้รับหรือสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมมาแล้ว ตัวอย่างของเซรุ่ม ได้แก่ เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้า เป็นต้น

2) การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเอง (active immunization) โดยเรียกสารที่ให้ว่า วัคซีน (vaccine) มักจะใช้ในกรณีป้องกันก่อนสัมผัสสิ่งแปลกปลอม ตัวอย่างของวัคซีน ได้แก่ วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น  

ชนิดของวัคซีน วัคซีนแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1) ท็อกซอยด์ (toxoids) เป็นวัคซีนที่ได้จากการนำเชื้อโรคมาทำลายความเป็นพิษให้หมดไป แต่ยังมีคุณสมบัติในการนำมากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ใช้ป้องกันโรคที่เกิดจากพิษ (toxoid) ของเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น วัคซีนคอตีบ วัคซีนบาดทะยัก โดยทั่วไปเมื่อฉีดท๊อกซอยด์จะมีไข้หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่เล็กน้อย แต่ถ้าเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว อาจเกิดปฎิกิริยามากขึ้นทำให้มีอาการบวม แดง เจ็บบริเวณที่ฉีดและมีไข้ได้

2) วัคซีนชนิดเชื้อตาย (killed vaccine) เป็นวัคซีนที่ได้จากการนำเชื้อโรคมาทำให้ตาย อาจใช้เชื้อทั้งตัวหรือสกัดเอาบางส่วนของเชื้อมาทำวัคซีน เช่น วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้หวัดตามฤดูกาล วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด วัคซีนตับอักเสบบี เป็นต้น

2.1 วัคซีนที่ทำจากแบคทีเรียไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว (whole cell vaccine หรือ whole virion vaccine) วัคซีนที่ทำมาจากเชื่อแบคทีเรียมักจะทำให้เกิดปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด ขางครั้งอาจมีไข้ด้วย วัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนไอกรน วัคซีนอหิวาตกโรค วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดน้ำ วัคซีนกลุ่มนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แข่แข็งเพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ

2.2 วัคซีนที่สกัดจากบางส่วนของแบคทีเรียหรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน (subunit vaccine) วัคซีนในกลุ่มนี้ มักมีปฏิกิริยาหลังฉีดน้อย เช่น วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนฮิบ (Haemophilus influenza type b) วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนไข้ทัยฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine) วัคซีนนิวโมคอคคัส

3) วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (live attenuated vaccine) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเชื้อโรค แล้วนำเชื้อโรคมาทำให้อ่อนแรงลง จนไม่สามารถก่อโรคได้ แต่ยังมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนสุกใส วัคซีนวัณโรค (BCG) วัคซีนไข้ทัยฟอยด์ชนิดกิน เป็นต้น วัคซีนในกลุ่มนี้ เมื่อให้เข้าไปในร่ายกายแล้วจะยังไม่มีปฏิกิริยาทันที ตัวอย่าง วัคซีนหัด จะทำให้เกิดอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 – วันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำตลอดเวลา (cold chain) เพราะถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเชื้อจะตาย การให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเดิมอยู่บ้าง เช้า ได้รับอิมมฺโนโกลบุลิน อาจชัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีน การให้วัคซีนกลุ่มนี้แก่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยาหรือสารกดภูมิคุ้มกันจะต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีอันตรายได้

วิธีการให้วัคซีน

1) การรับประทาน เป็นวิธีการให้วัคซีนที่ง่ายที่สุด แต่มีวัคซีนเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถให้ด้วยวิธีนี้ได้ ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ลำไส้ได้ด้วย เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนไทฟอยด์

2) การพ่นเข้าทางจมูก ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันในทางเดินหายใจด้วย เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่น

3) การฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง เป็นการให้วัคซีนที่ใช้ปริมาณน้อย การฉีดทำได้ยาก ต้องมีความชำนาญในการฉีด แต่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ดี เช่น วัคซีนบีซีจี วัคซีนพิษสุนัขบ้า         

4) การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ใช้สำหรับวัคซีนที่ไม่มี adjuvant (เป็นสารประกอบ หรือ โมเลกุล ที่ช่วยให้แอนติเจนในวัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น)

5) การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใช้สำหรับวัคซีนที่มี adjuvant วัคซีนแต่ละชนิดได้รับการออกแบบมาโดยมีวิธีการให้ที่เหมาะสม การให้วัคซีนจึงต้องทำโดยผู้ชำนาญเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของวัคซีน

การได้รับวัคซีนไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคของวัคซีนนั้นๆได้ทุกคน ทั้งนี้ขึ้นกับร่างกายของผู้รับวัคซีน ความแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันเดิม โรคประจำตัว นอกจากนี้ยังขึ้นกับคุณภาพของวัคซีน ระยะเวลากระตุ้นด้วยวัคซีน การเก็บรักษาวัคซีน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเก็บในตู้เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิ 2 - 8 ๐C เพื่อถนอมรักษาและมีอายุการใช้งานได้นาน การใช้วัคซีนในปัจจุบัน แพร่หลายไปในทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นทารกแรกเกิดไปจนกระทั่งคนชรา ถือได้ว่าวัคซีนเป็นของที่มีประโยชน์ช่วยป้องกันโรคและทำให้ชีวิตมนุษย์ยืนยาวขึ้น

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีน?

วัตถุประสงค์ที่ผลิตวัคซีนออกมาใช้ทั่วโลกเพื่อตอบสนองการมีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้มาก มายหลายชนิด ด้วยพลังสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้มนุษย์มีทางเลือกการใช้วัคซีนตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งวัยชรา การเลือกใช้วัคซีนชนิดใด เหมาะกับร่างกายเราหรือไม่ ควรต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ ด้วยสภาพร่างกาย อายุ เพศ ยาที่ได้รับในขณะนั้น ต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานของวัคซีนทั้งสิ้น

ผลข้างเคียงจากวัคซีน

ปกติการฉีดวัคซีน จะผลข้างเคียงน้อยมาก จนไม่เป็นอุปสรรคต่อการได้รับวัคซีน โดยอาจมีปฏิกิริยาเฉพาะที่ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวด มีรอยแดง หรือบวม ส่วนผลข้างเคียงในระดับปานกลางหรือรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก ได้แก่ ไข้สูง มีอาการชัก หายใจลำบาก ซึ่งควรไปพบแพทย์ทันที

 

แผนกควบคุมโรค กองส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารบก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 1 2

อัลบั้มภาพ