ผลงาน

img

การพัฒนาการตรวจและคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

“ปวงประชาปลอดภัย โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก ร่วมใจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลก ข้อมูลสถิติจากการเก็บข้อมูลอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 10,624 ราย ในปี 2554 มาอยู่ที่ 12,563 ราย ในปี 2557 สถิตินี้ทำให้ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของโลกที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 มารับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้าย โดยที่ค่าใช้จ่ายต่อรายสำหรับผู้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จะรวมถึงค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายในการให้ยาเคมีบำบัด รวมแล้วเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคระยะสุดท้ายสูงถึง 160,000-800,000 บาท/ราย  โดยมีการคาดการณ์ว่า หากไม่มีนโยบายการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างจริงจัง จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี ด้วยภารกิจหลักของโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก มีหน้าที่อนุรักษ์กำลังพลของกองทัพบก ครอบครัว และประชาชนทั่วไป โดยได้กำหนดให้ รพ.ทบ ทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสุขภาพร่างกายกำลังพล ในความรับผิดชอบตามระเบียบที่กำหนดไว้ทุกปี พบว่ากำลังพลส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อยในกำลังพล นั่นคือ อายุมากกว่า 50 ปี, เพศชาย, สูบบุหรี่, อ้วนลงพุง

ในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2557 โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก ได้ทำการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในกำลังพลและครอบครัวทหาร จำนวน 4 ราย โดยทุกรายเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย ซึ่งมีการกระจายไปยังตับและกระดูกสันหลัง ซึ่งมีพยากรณ์โรคที่ไม่ดี และมีความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากตัวโรคเป็นอย่างมาก ในปี 2558 จึงเริ่มมีการใช้ชุดตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Immunochemical Test) เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในการตรวจร่างกายกำลังพลที่โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหักรับผิดชอบ และขยายผลไปสู่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มารับบริการ โดยที่ผู้ป่วยที่ตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ จะถูกส่งตัวไปส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่อยู่ในพื้นที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ แต่เนื่องจากภาระงานและความหนาแน่นของผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์นั้นมีจำนวนมาก ทำให้ระยะเวลารอคอยในการเข้ารับการส่องกล้องเป็นเวลานาน บางรายเสียชีวิตเนื่องจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามก่อนที่จะถึงคิวส่องกล้องลำไส้ใหญ่  ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถรอคอยได้นานหรือสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ก็จะเข้ารับการรักษาที่เอกชน ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายในการส่องกล้อง ประมาณ 30,000 – 50,000 บาท/ราย และหากพบติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อในลำไส้ ซึ่งต้องทำการรักษาโดยการตัดชิ้นเนื้อผ่านกล้อง ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้น ถึงเกือบหนึ่งแสนบาท จึงเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการบริการ 

โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหักได้วางแผนกลยุทธ์ในเรื่องการพัฒนาศักยภาพ การดูแลรักษาสู่ความเป็นเลิศ และกลยุทธ์ส่งเสริมการมีศูนย์ความเป็นเลิศตามบริบทของหน่วย นำมาซึ่งแผนปฏิบัติการในเรื่องการขับเคลื่อน การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างครบวงจร โดยมีการพัฒนาเครือข่ายในการดูแลร่วมกันภายในจังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหักได้พัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลให้รองรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างครบวงจร โดยสามารถส่องกล้องลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องส่งผู้ป่วยไปรอคอยคิวส่องกล้องจากโรงพยาบาลอื่นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และหากส่องกล้องแล้วพบชิ้นเนื้อก็สามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้ในคราวเดียวกัน โดยทางโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหักได้พัฒนาผลการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิโดยร่วมกับพยาธิแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเป็น One – stop service มีการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการรับบริการ เช่น แผนกพยาธิ ให้สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ(fecal immunochemical test) หอผู้ป่วยวิกฤต รองรับกลุ่มผู้ป่วยวิกฤตหลังการส่องกล้องลำไส้ใหญ่  เป็นต้น วางแนวทางการส่งต่อกรณีส่องกล้องแล้วมีผลแทรกซ้อนต้องส่งต่อเพื่อเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ และมีการวางแนวทางกับโรงพยาบาลอุตรดิตถ์และโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงเพื่อที่สามารถส่งผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทางช่องท้องและเคมีบำบัดได้อย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ยังวางแนวทางการรับส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่จากโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดอุตรดิตถ์และพื้นที่ใกล้เคียง  พัฒนาศักยภาพของชุมชนโดยมีการประสานของทีมส่งเสริมสุขภาพ และทีมเวชกรรมป้องกันของโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก กับ อสม. ในการค้นหา คัดกรองผู้ป่วยหรือผู้รับบริการในกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปี หรือญาติสายตรงของผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อเข้าถึงการบริการ รวมถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยมีการติดตามที่บ้านอย่างต่อเนื่อง

จากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา จำนวน 1,038 ราย ทำให้พบติ่งเนื้อจำนวน 545 ราย คิดเป็น 52.50% โดยแบ่งเป็นติ่งเนื้อชนิดธรรมดา 49.42% เป็นมะเร็ง 3.56 %แบ่งเป็น มะเร็งระยะ0  1.25 % มะเร็งระยะ1-3  1.83 % และมะเร็งระยะ4  0.48 % เพื่อเป็นการลดอัตราตายก่อนวัยอันควร จากโรค NCDs โดยใช้หลักการตรวจพบให้ไวตั้งแต่ยังไม่มีอาการเพื่อเป็นการป้องกัน และทำการรักษาตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินของโรค ทำให้ผู้ป่วยมาเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นจำนวนมาก สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งอย่างได้ผลในประชากรกลุ่มเป้าหมาย

          จากผลลัพธ์ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก โรงพยาบาลอุตรดิตถ์และโรงพยาบาลชุมชนของจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรับบริการได้มากขึ้น สามารถเข้ารับการบริการได้ทุกสิทธิ์การรักษา ครอบคลุมเท่าเทียมกันทุกเศรษฐานะ  ลดความเหลื่อมล้ำของประชากรในเมืองใหญ่และเมืองรองมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

          จากการตรวจคัดกรองโดยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระซึ่งมีต้นทุน 30-50 บาท/ราย และเมื่อนำผู้ป่วยมาส่องกล้องลำไส้ใหญ่พบติ่งเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง 51.49 %  พบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ 5.95 % และจากการตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ที่สมัครใจเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยไม่ได้ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ พบติ่งเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง 46.09 %  พบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ 2.32 % จะเห็นได้ว่าการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระซึ่งมีต้นทุนต่ำ ทำให้สามารถคัดกรองพบมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็น 2 เท่า หากขยายผลการคัดกรองโดยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระไปยังพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการส่องกล้องทางลำไส้ใหญ่ได้ เพื่อหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเข้ารับการส่องกล้อง จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึง และหากในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการส่องกล้อง สามารถคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องในกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปี ก็สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 1

อัลบั้มภาพ