คำแนะนำ

img

วัดไข้ ไม่ให้เพี้ยน

การวัดไข้ คือการหาค่าอุณหภูมิของร่างกาย เพื่อประเมินว่าร่างกายเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติร่างกายจะมีกลไกในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่อยู่เสมอ แม้สิ่งแวดล้อมจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่ออากาศร้อนร่างกายจะขับความร้อน โดยเส้นเลือดที่ผิวหนังจะมีการขยายตัวทำให้เกิดการระบายออก รวมทั้งการขับเหงื่อเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามเมื่อร่างกายเย็นลง หลอดเลือดที่ผิวหนังจะหดตัว กล้ามเนื้อจะเกิดการสั่นเพื่อสร้างความร้อน

ดังนั้น เมื่ออุณหภูมิของร่างกายเพิ่มหรือลดไปจากอุณหภูมิปกติ ย่อมแสดงถึงความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการไข้ ซึ่งอาจมีสาเหตุจาก การติดเชื้อทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือการติดเชื้อเฉพาะที่ เช่น ฝี หนอง ผิวหนังอักเสบ อาการไข้จากการใช้ยาบางชนิด จากโรคบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งเมื่อร่างกายได้รับอันตราย เช่น อุบัติเหตุ เส้นเลือดสมองแตกหรือตีบ

อุณหภูมิปกติของร่างกาย หากมีสุขภาพแข็งแรงจะอยู่ระหว่าง 36.5-37.2 องศาเซลเซียส โดยค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้คือ 37 องศาเซลเซียส โดยในระหว่างวันอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในร่างกายเล็กน้อยจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ช่วงเช้าอุณหภูมิร่างกายจะต่ำกว่าช่วงบ่าย เป็นต้น

วิธีวัดไข้ สามารถวัดได้จากจุดต่าง ๆ ในร่างกาย โดยมีวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ ดังนี้  

  1. ทางปาก เป็นตำแหน่งที่นิยมวัดมากที่สุด การวัดตำแหน่งนี้ผู้ป่วยต้องหายใจทางจมูกได้ และไม่ดื่มน้ำร้อนหรือน้ำเย็น หรือสูบบุหรี่ก่อนวัดประมาณ 30 นาที โดยใส่ปลายปรอทไว้ใต้ลิ้นข้างใดข้างหนึ่ง ปรอทบางชนิดจะส่งเสียงเตือนเมื่ออ่านอุณหภูมิได้ หรือรอจนกระทั่งอุณหภูมิคงที่ นำปรอทมาอ่านค่า ทำความสะอาดปรอทด้วยน้ำสบู่แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
  2. ทางรักแร้ เป็นการวัดไข้ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก วิธีวัดให้สอดปรอทให้ส่วนหัวสีเงินสอดเข้าไปในรักแร้ พับแขนหนีบปรอทเอาไว้ 2-3 นาที ค่าอุณหภูมิปกติจะต่ำกว่าการวัดทางปากประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส
  3. ทางทวารหนัก  เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เป็นวิธีที่สามารถวัดค่าอุณหภูมิได้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายมากที่สุด โดยก่อนวัดให้ใช้วาสลีนทาที่ปลายปรอท แล้วใส่ในทวารหนัก ลึก 1 นิ้ว นาน 2 นาที โดยขณะวัดไข้ต้องระมัดระวังโดยจับปรอทไว้ให้แน่นอย่าให้ขยับไหลลึกเข้าไป และค่าอุณหภูมิปกติจะสูงกว่าการวัดทางปากประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส
  4. ทางหู เป็นการวัดที่ต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบดิจิทัลที่ใช้กับช่องหู โดยดึงใบหูไปทางด้านหลังเล็กน้อยเพื่อให้รูหูตรง วัดครั้งละ 2-3 วินาที หรือเมื่อมีสัญญาณเตือนควรวัด 2 ครั้งเพื่อหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับเด็กเล็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป เพราะมีขนาดรูหูใหญ่มากพอที่แสงอินฟราเรดจะยิงเข้าไปถึงเยื่อแก้วหูได้
  5. ทางผิวหนัง เป็นการวัดไข้บริเวณหน้าผาก โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ที่มีลักษณะเป็นแผ่นแปะขนาดเล็กและมีตัวเลขแสดงอุณหภูมิ เหมาะสำหรับเด็กเล็ก แต่ความแม่นยำอาจน้อยกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ก่อนวัดไข้ควรมีการทำความสะอาดผิวบริเวณหน้าผากให้เรียบร้อย แล้วนำแผ่นแปะทาบตรงกลางหน้าผากของเด็ก กดเบา ๆ และรอสักครู่ ลอกแผ่นแปะออกจากหน้าผาก และอ่านผลจากตัวเลขที่แสดงบนแถบด้านบน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบใช้แสงอินฟราเรด มีข้อดีและเป็นที่นิยมใช้ในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องสัมผัสร่างกาย แต่มีความแม่นยำน้อยกว่าวิธีอื่นเช่นกัน โดยการวัดควรวัดบริเวณขมับ ยืนห่างและกดฉายแสง ตามระยะห่างและระยะเวลาที่เครื่องวัดแต่ละรุ่นกำหนด และควรวัดซ้ำเพื่อความแม่นยำ โดยเลือกใช้ค่าสูงสุด

เทอร์โมมิเตอร์ สำหรับวัดไข้ที่นิยมใช้ ได้แก่

เทอร์โมมิเตอร์ หรือปรอทวัดไข้แบบแท่งแก้ว เป็นแบบที่ใช้วัดทางปาก หรือรักแร้ อ่านผลได้ค่อนข้างแม่นยำ หาซื้อง่าย ราคาถูก เก็บรักษาง่าย ไม่ต้องใช้พลังงานใด ๆ แต่วิธีอ่านค่าจากแถบปรอทจะยากกว่าแบบดิจิทัล และควรใช้อย่างระมัดระวัง ทั้งการกัดแท่งปรอท หรือตกแตก เนื่องจากมีปรอทอยู่ข้างใน

ปรอทวัดไข้แบบดิจิทัล มีลักษณะและใช้งานเหมือนแบบแท่งแก้ว แต่อ่านผลได้ง่าย มีสัญญาณเตือนเมื่ออ่านค่าได้ การดูแลรักษาควรหลีกเลี่ยงการตกจากที่สูง หรือตกน้ำ และต้องใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงาน และเซนเซอร์ในเครื่อง อาจมีความคลาดเคลื่อน

เครื่องวัดในช่องหู ใช้วัดทางเยื่อแก้วหู ใช้หลักการวัดอุณหภูมิความร้อนที่แพร่ออกมาของร่างกายโดยไม่สัมผัสกับอวัยวะที่วัด โดยบริเวณปลายของอุปกรณ์มีเซ็นเซอร์วัดรังสีอินฟราเรดที่ร่างกายแผ่ออกมา มีความสะดวกรวดเร็ว  การใช้ควรเปลี่ยนปลอกหุ้มทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางหู และไม่ควรนำไปวัดที่หน้าผาก

เครื่องวัดหน้าที่หน้าผาก ใช้หลักการเช่นเดียวกับการวัดในช่องหู เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยไม่ควรนำไปวัดที่ช่องหู ฝ่ามือ เพราะจะทำให้แสดงผลผิดพลาด  เป็นเครื่องที่เห็นบ่อยที่สุดในเวลานี้ โดยวัดที่บริเวณหน้าผาก ควรเว้นระยะห่างในการวัด เพื่อป้องกันค่าคลาดเคลื่อน และไม่ควรไปวัดที่ช่องหู หรือฝ่ามือ เพราะจะทำให้แสดงผลผิดพลาด

อัลบั้มภาพ