คำแนะนำ

img

ไอจาม ถามใจคนใกล้ตัว

ไอ (Cough) เป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีการตอบสนองและกำจัดสิ่งที่กีดขวางระบบทางเดินหายใจ อย่างมูก เสมหะ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ อย่างละอองฝุ่นหรือควัน การไอจึงอาจเกิดขึ้นทั่วไป หรืออาจไม่ได้เป็นสัญญาณสำคัญของโรคร้ายแรง แต่หากมีอาการสำคัญอื่นเกิดขึ้นร่วมกับการไอ ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ในลำคอ ไอเป็นเลือด ไออย่างเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วไม่ทุเลาลงเกิน 3 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้

อาการของการไอ

ไอแห้ง - มีอาการคันและระคายเคืองภายในลำคอ โดยไม่มีเสมหะหรือมูกหนาเกิดขึ้น

ไอแบบมีเสมหะ - มีเสมหะภายในลำคอ ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยกำจัดสารหรือสิ่งสกปรกที่ติดค้างภายในลำคอ

สาเหตุของการไอ

การไอที่ไม่ได้เกิดจากโรค ได้แก่การรับสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายเช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะในอากาศ ขนสัตว์ เชื้อรา ละอองเกสร ไอระเหยจากสี น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นฟุ้ง การสูบบุหรี่ หรือการหายใจสูดเอาควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบเข้าไปในปอด หรือการใช้ยาบางชนิดที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นการไอ และอาการจะหมดไปด้วยเมื่อผู้ป่วยหยุดการใช้ยา

การไอจากสาเหตุดังกล่าว แม้อาการจะทุเลาลงและหายดีภายในเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่หากอาการไอนั้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือสร้างความตระหนกแก่คนรอบข้าง สามารถบรรเทาอาการดังกล่าว โดยดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ รับประทานน้ำผึ้ง น้ำชา น้ำขิงร้อน หรือน้ำมะนาว การใช้น้ำเกลืออุ่น ๆ กลั้วคอเพื่อกำจัดมูกและเสมหะสกปรกที่ติดค้างในลำคอ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันโดยการไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่นควันอื่นๆ และสารก่อภูมิแพ้  รับประทานอาหารบำรุงสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง เนื้อสัตว์ เนื้อปลา นม ธัญพืช อาหารที่มีไขมันต่ำ เพื่อสร้างภูมิต้านทานที่ดี รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพื่อสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง

การไอที่เกิดจากโรคและภาวะอาการป่วยสามารถทำให้เกิดการไออย่างเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน หรืออย่างเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความรุนแรงของโรค โดยโรคที่มักเป็นสาเหตุของอาการไออย่างเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หากไม่มีอาการป่วยหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง จะฟื้นตัวและหายจากอาการไอภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ส่วนอาการไอที่เกิดขึ้นกึ่งเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวช้าหรือมีการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าอาการไอแบบเฉียบพลัน ซึ่งมักทุเลาลงและฟื้นตัวภายใน 3-8 สัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังที่มีอาการยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการอักเสบและติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง กรดไหลย้อน มะเร็งปอด หรือน้ำท่วมปอดอันเนื่องมาจากหัวใจล้มเหลว โดยวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาอาการไอที่เกิดจากโรค คือ รักษาตามโรคและอาการป่วยที่เป็นสาเหตุของการไอนั่นเอง

อาการไอกับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

การไอแห้งๆ เป็นอาการแสดงของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ร่วมกับอาการอื่นๆ ได้แก่มีไข้ น้ำมูกไหล เจ็บคอ หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรง จะมีปอดอักเสบ หรือปอดบวมเกิดขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ จึงไม่สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจากการไอเพียงอ่างเดียว นอกจากนี้ แม้การไออาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่า แต่เป็นการแพร่กระจายผ่านละอองเสมหะ (droplets) ซึ่งผู้รับเชื้อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ไอ จาม ในระยะน้อยกว่า 1 เมตร แตกต่างจากเชื้อไวรัสชนิดที่แพร่กระจายทางอากาศ  (airborne) ซึ่งอาจแพร่กระจายถึงผู้ที่อยู่ห่างออกไปถึง 2 เมตร ประชาชนจึงควรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป

การปฏิบัติเมื่อมีอาการไอ

ผู้ที่มีอาการไอ และจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่มีความแออัด มีผู้คนจำนวนมาก ควรสวมหน้ากากอนามัยและทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดอย่างถูกวิธี หรือเตรียมกระดาษทิชชูไว้ใกล้ตัว ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอจาม และทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาด ไม่ควรใช้มือ หรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากขณะไอ เพราะมือที่ที่ใช้ปิดปาก หรือสัมผัสผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ปิดปากขณะไอ อาจไปสัมผัสกับวัตถุอื่นๆ เมื่อมีผู้มาสัมผัสกับวัตถุนั้น และนำมือมาสัมผัส ตา จมูก หรือ ปาก ก็อาจเกิดการแพร่เชื้อสู่ร่างกายได้ ในกรณีจำเป็นที่ไม่มีหน้ากากอนามัย หรือกระดาษทิชชู่ ให้ยกแขนและใช้แขนเสื้อท่อนบนปิดปากปิดจมูกแทนการใช้มือ    

อัลบั้มภาพ