คำแนะนำ

ข่าวปลอม กร่อนสุขภาพ

การนำเสนอข่าวปลอมด้านสุขภาพ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเด็นใหญ่ในห้วงที่ผ่านมา คือกระแสการต่อต้านวัคซีน ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ที่มีความรู้สึกต่อต้านวัคซีน ควบคู่ไปกับการระบาดที่เพิ่มขึ้นของโรคที่ป้องกันได้จากวัคซีน เช่นกรณีโรคหัด เป็นต้น

หรือการศึกษาโดยองค์กร Health Feedback ร่วมกับ Credibility Coalition ตรวจสอบข่าวสุขภาพยอดนิยม 100 ข่าวในปี 2018 จากเว็บเพจที่มีผู้ใช้งานมาก ๆ อาทิ Time, NPR, the Huffington Post, Daily Mail, CNN พบว่า ในจำนวนบทความสุขภาพ 10 บทความ ที่ถูกแชร์ต่อมากที่สุด มีจำนวน 3 ใน 4 ที่ให้ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือมีข้อมูลเท็จประกอบอยู่ด้วย มีเพียง 3 ข่าวเท่านั้นที่ได้รับการประเมินว่าน่าเชื่อถือมาก

ดังนั้น ทุกวันนี้ จึงมีคำแนะนำด้านสุขภาพที่คลาดเคลื่อน ที่พบได้เกือบทุกวัน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ ย่อมเคยเห็นโฆษณาเกี่ยวกับการรักษาโรคได้อย่ามหัศจรรย์ อาหารเสริมที่เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือแผนการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ไม่มีการยืนยันหรือหลักฐานที่เชื่อถือได้เหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา และส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนในภาพรวมได้

แรงจูงใจที่บุคคลหนึ่งจะแชร์ข้อมูลทีเป็นข่าวปลอมจะแตกต่างกันไป บางคนอาจแชร์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจเชื่อว่าเป็นข่าวปลอมแต่แชร์เพื่อหวังจะให้ผู้อื่นทราบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันบางรายอาจจงใจแชร์ข่าวปลอม เพื่อสร้างความสับสนทำให้เข้าใจผิด หรือเพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ

ข่าวปลอมที่เกิดขึ้นมีทั้งในลักษณะทันทีทันใด เกิดการแชร์อย่างรวดเร็ว มีผลกระทบสูง ซึ่งหากหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องสามารถตอบโต้โดยแชร์ข้อเท็จจริงได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถหยุดกระแสดังกล่าวได้ แต่ยังมีข่าวปลอมที่ใช้การเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยมักเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับความเชื่อส่วนบุคคลหรือวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ ลักษณะนี้แม้จะมีข้อมูลมาหักล้างแต่วิธีการตอบโต้จะยุ่งยากและละเอียดอ่อนกว่า

ในขณะที่หน่วยงานรัฐ องค์กรที่ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนเจ้าของโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูป และ พินเทอร์เรสต์ ต่างกำลังหาวิธีการลดการแพร่กระจายของข่าวปลอมเหล่านี้ วิธีการง่ายๆ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่องของข่าวปลอม คือ การค้นหาต้นตอ ค้นหาที่มาของข่าวนั้น ๆ เสียก่อน ว่ามาจากแหล่งไหน วิเคราะห์การแชร์ข่าวนั้นว่า วัตถุประสงค์ที่ส่งเพื่ออะไร น่าจะมีมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ ความเชื่อถือ และ ตรวจสอบเนื้อหา โดยพิจารณาว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ มีงานวิจัย ข้อมูลวิชาการ วิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่  ประการที่สำคัญที่สุดคือ อย่าแชร์ข่าวนั้นต่อ หากยังไม่ทราบความถูกต้องอย่างชัดเจน

 

 

อัลบั้มภาพ